.   . . . . . . .
Q : เป็นความจริงหรือไม่ที่มีผู้บอกว่าอาจถูกหลอกลวงหรือแบล๊คเมล์ ถ้าจ้างนักสืบเอกชน ?
A : เป็นความจริง เพราะเคยได้ยินจากลูกค้าบางรายที่มาจ้างบอกว่าเคยถูกหลอกมาแล้ว
Q : หลอกลวงกันอย่างไร ?
A : 1. ตั้งใจหลอกโดยขอรับเงินมัดจำแล้วไม่ได้ทำอะไรเลย แม้แต่คิดจะทำก็ไม่เคยคิด แต่อาจคิดจะขายข้อมูลของผู้ว่าจ้างให้แก่เป้าหมายหรือขู่กรรโชกเอาเงินจากผู้ว่าจ้าง ว่าจะเปิดเผยความลับอีกต่อไปด้วย
A : 2. ไม่ตั้งใจหลอกแต่รับงานโดยคิดจะทำแต่ทำไม่ได้ เพราะไม่มีความรู้ความเข้าใจ ไม่มีความสามารถพอหรือไม่มีอุปกรณ์เครื่องมือ จึงโกหกผู้ว่าจ้างไปวันๆ จนกว่าผู้ว่าจ้างจะเบื่อหน่ายเลิกราไป
Q : อยากใช้บริการนักสืบเอกชนแต่กลัวถูกหลอก จะทำอย่างไรดี ?
A : ควรปฏิบัติในขั้นต้นเท่าที่จะทำได้ เช่น
A : 1. พยายามเลือกผู้ให้บริการที่เป็นบริษัทจำกัด มีการจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ ระบุวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการอย่างชัดเจนในด้านการสืบสวน
A : 2. ตรวจสอบว่าดำเนินกิจการมานานหลายปีแล้ว อย่างน้อย 3-5 ปี ขึ้นไป
A : 3. ตรวจสอบความน่าเชื่อถือจากผลงานหรือสิ่งรับรองต่างๆ รวมทั้งประวัติ หรือประสบการณ์ผู้บริหาร
A : 4. พูดคุยสอบถามกับพนักงานหรือผู้รับผิดชอบเพื่อทราบแนวความคิดขั้นต้น ในปัญหาของท่านว่าเขาให้คำพูดโม้โอ้อวดหรือไม่ เช่น รับรองผล100% (ไม่มีงานสืบสวนใดๆ ในโลกนี้สามารถรับรองผล 100% ก่อนลงมือสืบสวน)
A : 5. ถ้าผู้ให้บริการพยายามนัดแนะจะมาพบท่านเองหรือพบกันข้างนอก โดยบ่ายเบี่ยงการที่ท่านจะไปพบที่ทำงานเขาโดยอ้างว่าเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า ท่านควรสงสัยและขอไปดูสำนักงานของเขา เว้นแต่ท่านเป็นฝ่ายต้องการให้เขามาพบเอง
A : 6. งานบริการเช่นนี้มีความแตกต่างกับงานอื่นมาก จึงอย่าคำนึงถึงราคาถูกเป็นเรื่องแรก ควรคำนึงถึงเหตุผลว่าสมควรหรือไม่ เพราะราคาเท่าใดเขาก็ตกลงเสมอ เนื่องจากเขาจะไม่ทำอะไรให้ท่านเลยหลังจากรับเงินของท่าน
Q : เป้าหมายที่ทำการสืบสวนจะรู้ตัวหรือไม่และจะมีผลร้ายกลับมาที่ผู้ว่าจ้างหรือไม่ ?
A : เป้าหมายมีโอกาสรู้ตัวแต่มีโอกาสน้อยมาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับส่วนประกอบหลายอย่าง เช่น
ลักษณะงานสืบสวนบางประเภท เช่น การสะกดรอยที่สภาพพื้นที่ในการเฝ้าติดตามยากลำบากแก่พนักงานที่ติดตาม และใช้เวลาการติดตามต่อเนื่องยาวนาน เป็นต้น
เป้าหมายมีประสบการณ์เคยถูกติดตามจนรู้ตัวมาก่อน หรือลักษณะข้อมูลที่ต้องการนั้น ไม่มีทางเลือกอย่างอื่น จำเป็นต้องทำโดยวิธีเสี่ยงต่อการที่เป้าหมายจะรู้ตัวเท่านั้น
เป้าหมายมีลักษณะนิสัยหรือพฤติกรรมที่ผิดแปลกจากปุถุชนทั่วไป ซึ่งอาจทำให้พนักงานสืบสวนต้องกระทำสิ่งผิดปกติเหมือนกันจนสังเกตเห็นได้ เช่น ขับรถเร็วมากผิดปกติหรือขับรถแทรกแซงและฝ่าฝืนกฏจราจรตลอดเวลา เป็นต้น
ผู้ว่าจ้างมีพิรุธโดยใช้คำพูดหรือมีกริยาท่าทางผิดปกติต่อเป้าหมาย บางครั้งถึงกับขู่เป้าหมายในลักษณะแจ้งให้ทราบว่าจะให้คนสืบสวน
..........
แต่ในทุกกรณี นักสืบของเราจะไม่บอกหรือยอมรับเป็นอันขาด เว้นแต่เป้าหมายจะคาดเดาไปเองว่ามีผู้ใดจ้างให้สืบสวน ดังนั้นจะเกิดผลร้ายต่อผู้ว่าจ้างหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับเหตุแวดล้อมหลายประการ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ว่าจ้างกับเป้าหมาย ความเฉลียวฉลาดหรืออุปนิสัยของเป้าหมาย ข้อมูลที่ได้หรือจะได้จากการสืบสวนจะส่งผลรุนแรงแก่เป้าหมายมากน้อยเท่าใด เป็นต้น
Q : ท่านมีมาตรการใดที่จะป้องกันความลับของลูกค้าในการจ้างงานสืบสวนบ้าง ?
A : 1. ตามปกติทางบริษัทจะรับข้อมูลจากลูกค้า โดยตัวของผู้จัดการฝ่ายสืบสวนเอง เพียงคนเดียวเท่านั้น โดยถ้าเป็นการติดต่อทางโทรศัพท์จะมีระบบป้องกันการดักฟังด้วย
A : 2. พนักงานที่ปฏิบัติงานนั้นจะรู้ข้อมูลเพียงเท่าที่จำเป็นพอที่จะทำงานได้เท่านั้น และจะไม่รู้เลยว่างานนั้นใครเป็นผู้ว่าจ้าง
A : 3. บริษัทถือว่าข้อมูลของลูกค้ารวมทั้งข้อมูลของเป้าหมายเป็นความลับสุดยอด พนักงานทุกคนได้รับการอบรมอย่างหนักให้ยึดถือเป็นสิ่งแรกในการเข้าเป็นพนักงานบริษัท มีการทดสอบมีการประเมินผล และมีโทษในการเปิดเผยความลับไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ เพียงสถานเดียวคือไล่ออกรวมทั้งการดำเนินคดีอาญาในทุกกรณีที่ทำได้
A : 4. มีการกำหนดระเบียบปฏิบัติในการรักษาความลับและความปลอดภัย อย่างละเอียดและเคร่งครัดทั้งการบันทึก การเก็บและการทำลายรวมทั้งวิธีปฏิบัติต่างๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับความลับ
A : 5. อุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ในการสืบสวนโดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ใช้เกี่ยวกับ การบันทึกหลักฐาน เช่น อุปกรณ์บันทึกเสียง อุปกรณ์บันทึกภาพ ฯลฯ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยี่สูง หรือมีราคาสูง โดยมีระบบการรักษาความปลอดภัยและระบบบันทึกการใช้และระบบการตรวจสอบในตัวเอง ยากที่พนักงานจะคัดลอกข้อมูลหรือนำออกไปใช้ในทางทุจริต
A : 6. การติดต่อกับบริษัทจะมีรหัสให้แก่ลูกค้า เพื่อมิให้พนักงานของบริษัทผู้รับโทรศัพท์ ทราบว่าลูกค้าเป็นใคร และมิให้เป้าหมายหรือผู้อื่นแอบอ้างตรวจสอบการจ้างได้
A : 7. ลูกค้าสามารถตกลงจ้างได้ โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวว่าเป็นใคร ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน
Q : จะเชื่อได้อย่างไรว่านักสืบได้ทำงานให้จริง ?
A : เป็นเรื่องไม่ยากในการตรวจสอบ เช่น ถ้าเป็นงานลักษณะการติดตามดูพฤติกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป้าหมายและผู้ว่าจ้างจะรู้จักและพบเห็นกันอยู่ทุกวันหรือแทบทุกวัน ผู้ว่าจ้างก็อาจสอบถามผู้รับจ้างได้ว่าวันนั้นเป้าหมายแต่งตัวอย่างไรหรือขับรถอะไร เป็นต้น หรือถ้าเป็นงานลักษณะอื่น เช่น สืบสวนหาแหล่งผลิตสินค้าปลอม หรือการละเมิดลิขสิทธิ์ การรายงานความคืบหน้าของงานย่อมทำให้ผู้ว่าจ้างสามารถวิเคราะห์ได้ว่าทำงานจริงหรือไม่ ประกอบกับหลักฐานต่างๆ เช่น ภาพถ่ายหรือวิดีโอเทปหรือเทปบันทึกเสียง เป็นต้น โดยเฉพาะการสรุปงานนั้น จำเป็นต้องมีหลักฐานประกอบตามสมควร (ดูหัวข้อวิธีการว่าจ้าง)
Q : เมื่อตัดสินใจจะว่าจ้างจะต้องให้ข้อมูลอะไรบ้าง ?
A : 1. ถ้าเป็นงานลักษณะติดตามดูพฤติกรรมหรือสืบหาคนหายหรือการถ่ายภาพบุคคล หรือตรวจสอบฐานะ
ให้รายละเอียดตัวบุคคลเป้าหมายมากที่สุดที่จะทำได้ เช่น ลักษณะรูปพรรณ อายุ ส่วนสูง สีผิว ลักษณะพิเศษ รวมทั้งรูปถ่าย (ถ้ามีในกรณีดูพฤติกรรม) ยกเว้นเป็นบุคคลมีชื่อเสียงที่รู้จักกันทั่วไป
พาหนะที่ใช้ ยี่ห้อ รุ่น สี หมายเลขทะเบียน ลักษณะพิเศษ (สติ๊กเกอร์ เสาอากาศ ฯลฯ)
ที่พักและ/หรือที่ทำงานหรือเคยอยู่เคยทำงานอย่างละเอียดรวมทั้งแผนที่ [ถ้าทำได้]
พฤติกรรมทั่วไป เช่น วันเวลาทำงานหรือสิ่งที่ปฏิบัติเป็นประจำรวมทั้งข้อสงสัย หรือข้อมูลใดที่จะเป็นประโยชน์ในการสืบสวน
วัตถุประสงค์อย่างชัดเจนว่าต้องการทราบอะไร เช่น พฤติกรรมด้านชู้สาว หรือพฤติกรรมด้านการทำงานหรือประกอบธุรกิจอี่น ที่อาจขัดแย้งกับการทำงานปกติ เป็นต้น
..........
A : 2. ถ้าเป็นลักษณะการสืบสวนอย่างอื่น เช่น การสืบหาผู้กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ สืบสวนการทุจริตในองค์กรหรือการสืบสวนที่มีลักษณะซับซ้อน หรืออาจต้องใช้วิธีการสืบสวนหลายวิธี
ควรเล่าเรื่องรายละเอียดให้ฟังทั้งหมด โดยอาจสมมุติชื่อบุคคลและสถานที่ก่อนก็ได้ เมื่อตกลงจ้างกันแน่นอนแล้วจึงค่อยให้ข้อมูลจริง ซึ่งผู้รับจ้างจำเป็นต้องซักถามขัอมูลเพิ่มเติมในระหว่างการเจรจาตกลง เพราะอัตราค่าจ้างจะขึ้นอยู่กับวิธีสืบสวนและความยากง่ายรวมทั้งระยะเวลา
Q : การที่ผู้ว่าจ้างตกลงตัดสินใจจ้างเนื่องจากความข้องใจสงสัยในพฤติกรรมของบุคคล หรือจากความรู้สึกว่าตนกำลังเกิดความเสียหายจากการกระทำของคนอื่น ผลสุดท้ายแล้ว ส่วนใหญ่เป็นไปตามที่ผู้ว่าจ้างสงสัยหรือรู้สึกเช่นนั้นหรือไม่ ?
A : 1. กรณีดูพฤติกรรมของบุคคลทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องการทำงาน ประมาณมากกว่า 95% เป็นไปตามที่สงสัย เพียงแต่ข้อมูลที่พบอาจแตกต่างในรายละเอียดบ้าง
A : 2. ความรู้สึกว่าเสียหาย เช่น การกระทำทุจริตของพนักงานหรือการละเมิดลิขสิทธิ์เกือบ 100% เป็นไปตามนั้น เพราะผู้ว่าจ้างเกือบทั้งหมดเป็นองค์กรและพบเหตุเสียหายบ้างแล้วจึงตกลงใจว่าจ้าง
Q : ที่ผ่านมาผลสำเร็จของงานมีมากน้อยเพียงใด ?
A : ผู้ว่าจ้างควรทำความเข้าใจในคำว่าผลสำเร็จ ให้ตรงกับผู้รับจ้างก่อนว่าหมายถึงอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจ้างติดตามพฤติกรรมของบุคคลในเรื่องส่วนตัว เช่น กรณีสงสัยว่าสามีมีภรรยาน้อย แต่จากการติดตามเฝ้าดูไม่ปรากฏว่ามีภรรยาน้อย ซึ่งไม่ตรงกับใจของผู้ว่าจ้างที่ปักใจเต็มที่จนยอมเสียเงินจ้างทั้งๆ ที่ผู้รับจ้างมีหลักฐานชัดเจนว่า ได้ติดตามเฝ้าดูจริงอย่างละเอียดแล้วก็ยังรู้สึกว่าไม่ได้ผล แต่ผู้รับจ้างถือว่าได้ผลงานสมบูรณ์แล้ว เป็นต้น ซึ่งกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งคือ ผู้รับจ้างมีหน้าที่ความรับผิดชอบในการแสวงหาข้อเท็จจริง ไม่มีหน้าที่ที่จะหาข้อมูลให้ตรงกับใจผู้ว่าจ้าง

A : อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่าผลสำเร็จของงานที่ผ่านมาสูงมากเกิน 90% เพราะเราได้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการทำงาน โดยประเมินแล้วว่ามีโอกาสสำเร็จผลสูงมากพอจึงจะรับทำงาน เราจะไม่รับทำงานประเภท Mission impossible
หากท่านมีข้อสงสัยเพิ่มเติม กรุณาฝากคำถามของท่านได้ที่ฟอร์มข้างล่างนี้

ภาพ,ข้อมูล ขนาดไฟล์ไม่เกิน 100 K

เลือกวิธีตอบโดย
โทรศัพท์ เบอร์ หรือ
E-mail address

| แนะนำตัว | ภารกิจ | วิธีจ้าง | ข้อข้องใจ | ตัดสินใจ | หน้าแรก |
 
บริษัท กรุงเทพนักสืบ จำกัด
1/33 ซอยวัฒนวิบูลย์ 1 ถนนชัยพฤกษ์ แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170
โทร. 0-2434-4526, 0-2435-8664, 0-2881-3698, 0-2435-9242, 0-2424-0573  โทรสาร 0-2881-3712
Email :
info@bangkokdetective.com